สอบถามเพิ่มเติม โทร 081 6217750
ไลน์ @pingponginter
แนะนำระบบ FAIR PLAY ในการจัดแข่งปิงปอง

กีฬาปิงปอง นอกจากการฝึกฝนที่ถือว่าเป็นเรื่องยาก มีสิ่งที่ต้องฝึกมากมายแล้ว  ในด้านการจัดการแข่งขันก็ถือเป็นเรื่องยากและมีรายละเอียดจุกจิ๊กเยอะแยะเช่นกัน (หากเราต้องการความมาตรฐานในด้านต่างๆ )  แต่หากไม่มีการจัดการแข่งขันขึ้น  นักกีฬาที่เราฝึกก็จะไม่มีประสบการณ์ในการแข่งขัน ทำให้ผู้ฝึกสอนไม่ทราบต่อไปว่านักกีฬาของเรามีจุดเด่น จุดอ่อนอะไรบ้างที่จะต้องนำกลับมาพัฒนาฝีมือต่อไป   ซึ่งข้อบกพร่องต่างๆ ของนักกีฬาที่เราฝึกอยู่นี้ก็จะปรากฏออกมาให้เห็นเมื่อนักกีฬาเราลงทำการแข่งขันนั่นเอง


ดังนั้นบทความนี้จึงขอแชร์ไอเดียการจัดแข่งขันปิงปอง แนวทางพัฒนาฝีมือนักกีฬาในระบบแฟร์เพลย์ (ไม่มีกรรมการนับแต้ม) ครับ  เพื่อจะช่วยให้เราสร้างกิจกรรมด้านการแข่งขันโดยมีเป้าหมายเพื่อพัฒนาฝีมือนักกีฬาของเราเตรียมไว้เพื่อไปแข่งขันรายการใหญ่ต่อไป


FAIR PLAY


ข้อแนะนำมีดังนี้


1. ใช้โต๊ะในการแข่ง 3 ตัว

2. แข่งขันแบบพบกันหมด รอบละ 6 คน

3. 1 รอบ ใช้เวลาแข่งขันประมาณ 1.30 ชั่วโมง

4. แข่งขันรู้ผลแพ้ชนะ 2 ใน 3

5. ผู้ที่ชนะในแต่ละคู่ เป็นผู้เดินมาแจ้งผลการแข่งขันให้กับฝ่ายจัด

6. รอกรรมการเรียกลงสนามในคู่ต่อไปทันที
7.  การเข้ารอบสอง ฝ่ายจัดสามารถกำหนดได้ว่าจะให้มีกี่คนเข้าไปแข่งในรอบสองต่อไป


ข้อดี

1. นักกีฬาไม่ต้องรอลงแข่งขันนาน (ยกเว้นนักกีฬาที่เข้ารอบ)

2. นักกีฬาลงแข่งขันได้ต่อเนื่อง รู้ผลการเข้ารอบฯ ภายในรอบนั้นๆ

3. เลือกสมัครลงแข่งขันได้ในช่วงที่ตนเองว่างมาแข่งขัน

4. การสมัครสามารถรับสมัครเป็นรอบๆ เช่น รอบ 9.00 - 10.30 , รอบ 10.30 -12.00 น. , รอบ 12.00 - 13.30 น. , รอบ 13.30 - 15.00 น. , รอบ 15.00 - 16.30 น. , รอบ 16.30 - 18.00 น. ฯลฯ

5. จำนวนผู้สมัครในข้อ 4 นี้ จะได้นักกีฬาทั้งสิ้น 36 คน แต่หากเพิ่มโต๊ะแข่งเป็น 6 โต๊ะ ก็จะได้นักกีฬาทั้งสิ้น 72 คน

6. การเดินทางมาแข่ง ก็เดินทางมาถึงก่อนเวลาในรอบที่ตนเองสมัครแข่งไว้ เหมือนการไปชมภาพยนต์

7. ฝึกนักกีฬาในเรื่องของการนับคะแนน รวมถึงเมื่อมีลูก NET ลูก GOOD ก็หรือ LET เพราะลูกปิงปองลอยมาจากโต๊ะอื่นๆ ก็ตกลงกันเองแบบแฟร์เพลย์ครับ

8. ประหยัดค่าใช้จ่ายค่ากรรมการ นำมาเป็นรางวัลให้กับนักกีฬาแทน

9. ใช้ฝ่ายจัดเพียงแค่ 1 - 2 คนเท่านั้น ( คนหลักคอยลงคะแนน ประกาศเรียกนักกีฬาลงแข่งขัน , คนรองคอยหาข้าวหาน้ำให้คนหลักครับ 😂🤣😅 )
10. เป็นการฝึกให้นักกีฬาได้รู้จักการนับคะแนนกันเอง  เพื่อที่เตรียมตัวไปลงแข่งสนามใหญ่จะได้รู้และนับคะแนนของตนเองในการแข่งขันสนามจริงควบคู่กับผู้ตัดสินไปด้วย 

หมายเหตุ
หลายคนอาจจะกังวลว่า  แล้วถ้าลูกเสริฟถูกเน็ต หรือลูกกุ๊ดข้างโต๊ะ  หรือเสริฟโยนลูกไม่ถึง 16 เซ็นติเมตร หรือ มีส่วนหนึ่งส่วนใดของร่างกายบังลูก จะทำอย่างไร ???

คำตอบก็คือ......ก็นักกีฬาทั้งคู่นั่นแหละครับจะเป็นผู้ตัดสินกันเอง  ซึ่งนี่แหละครับคือหัวใจของคำว่า  " FAIR PLAY "  ที่เราจะต้องฝึกให้มีอยู่ในตัวของนักกีฬาทุกๆ คนตลอดไป



ข้อเสีย

1. ต้องเตรียมร่างกายให้พร้อม เพราะแข่งต่อเนื่องแบบ 2 ใน 3 เกมส์ , 5 ครั้งติดๆ กัน

2. คนเข้ารอบ ก็ต้องรอแข่งในช่วงค่ำ หรือ วันรุ่งขึ้น ซึ่งก็เป็นเรื่องปกติของกีฬาประเภทนี้
3. คนที่จะเข้าเริ่มแข่งขัน ต้องฝึกนับคะแนน ซึ่งก็เป็นเรื่องปกติที่นักกีฬาควรจะต้องฝึกอยู่แล้วครับ


แต่ถ้าหากฝ่ายจัดต้องการให้คนที่มาร่วมแข่งขันมีส่วนร่วม หรือผู้ชมอยากจะทราบคะแนนระหว่างเกมส์  สามารถเพิ่มคนพลิกป้ายคะแนนแทรกเข้าไประหว่างโต๊ะได้   เพียงแต่ผู้พลิกป้ายนี้มีหน้าที่แค่พลิกคะแนนเท่านั้น  กรณีต่างๆ เช่น เสริฟถูกขอบเน็ต , ลูกกุ๊ด ฯลฯ  ต้องให้นักกีฬาที่แข่งเป็นผู้ตัดสินกันเอง ทั้งนี้เพื่อให้อยู่ในความเป็น FAIR PLAY เพื่อปลูกฝังให้กับนักกีฬามี SPIRIT กันด้วยครับ 

FAIR PLAY



หมายเหตุ การแข่งขันในรอบต่อๆ ไป จะจัดรูปแบบใดก็ลองดูได้ครับ ถ้าจะให้จบภายในวันนั้น ก็แพ้คัดออก 3 ใน 5 หรือ มีเวลาจัดต่อในวันรุ่งขึ้น ก็พบกันหมดต่อก็ได้ ขึ้นอยู่ความมันส์ ความสนุกของนักกีฬา และผู้จัด เพราะเราจัดเพื่อพัฒนาฝีมือให้กับนักกีฬากันครับ


ทดลองนำไปประยุกต์ใช้ดูนะครับ  ไม่จำเป็นต้องเหมือนไอเดียนี้ทุกประการ  สามารถนำไปประยุกษ์ปรับเปลี่ยนตามความเหมาะสมของแต่ละชมรมฯ หรือหน่วยงานของท่านดูนะครับ

กรณีที่ผู้จัดเริ่มชำนาญแล้ว  หากมีสถานที่เพียงพอเราสามารถเพิ่มโต๊ะเป็น 6 ตัวได้  จากเดิมนักกีฬาแข่งรอบละ 6 คน  ก็จะกลายเป็น 12 คน  เพิ่มความสนุกและคึกคักได้อย่างแน่นอนครับ 

FAIR PLAY


สำหรับโปรแกรมจับฉลากแข่งขันแบบพบกันหมด เพื่อนำไปใช้ช่วยในการจัดคู่และลงคะแนนสามารถดาวโหลดได้ที่นี่ครับ 

Download