หากท่านใดที่กำลังหาซื้อไม้เปล่าที่ถูกการใช้งานมาแล้ว มีข้อแนะนำมาเพื่อพิจารณาแนวทางในการเลือกไม้ดังนี้ครับ...
การเลือกซื้อไม้เปล่า (Blade) มือสองหรือไม้ที่ผ่านการใช้งานมาแล้วเป็นทางเลือกที่ดีในการได้ของประสิทธิภาพสูงในราคาที่ประหยัดลงครับ แต่เนื่องจากไม้ปิงปองทำจากวัสดุธรรมชาติและกาวเป็นหลัก นี่คือจุดสำคัญที่ต้องพิจารณาเพื่อให้ได้ไม้ที่ยังคุณภาพดีอยู่ครับ:
1. สภาพผิวหน้าไม้
ผิวหน้าไม้เป็นส่วนที่ต้องสัมผัสกับกาวและยางปิงปองโดยตรง ตรวจสอบผิวของหน้าไม้ไม่ควรชำรุดหรือมีรอยต่างๆ เช่น
เสี้ยนไม้......ตรวจดูว่ามีรอยฉีกขาดของเนื้อไม้จากการลอกยางหรือไม่ หากผิวหน้าหลุดเป็นแผ่นจะส่งผลต่อการยึดเกาะของกาวและความสม่ำเสมอของแรงเด้ง
คราบกาวเก่า.....ไม้ที่ผ่านการสะสมกาวมาหนามากอาจต้องระวังเรื่องการทำความสะอาด ถ้าทำความสะอาดไม่ดีผิวหน้าอาจเสียได้
ความลื่นของหน้าไม้.....หน้าไม้บางอันมีความลื่น ซึ่งอาจเกิดการขัดหน้าไม้มาจะทำให้ฟิวในการตีเปลี่ยนไป หรือเกิดจากกาวแบบเก่า , น้ำยาจูน ที่มีส่วนผสมของน้ำมันทำให้ไม้อันนี้จะติดยางได้ยาก
2. ขอบไม้และการกระแทก
รอยบิ่น รอยบุบ.....รอยบิ่นเล็กน้อยรอบๆ ขอบไม้อาจไม่มีผลต่อการเล่นมากนัก แต่ถ้ามีรอยยุบเข้าไปถึงชั้นไม้ด้านใน อาจทำให้โครงสร้างการสั่นสะเทือนของไม้เปลี่ยนไป
รอยร้าว.....ตรวจสอบบริเวณ "คอไม้" ซึ่งเป็นส่วนที่แคบที่สุด หากมีรอยร้าวตามแนวนอนแสดงว่าโครงสร้างไม้ไม่แข็งแรงแล้ว ไม่ควรซื้อเด็ดขาด รวมถึงมีคราบเหงื่อแทรกซึมลงไปจะทำให้บริเวณนี้มีรอยชื้นคอไม้อาจจะหักได้ต่อไป
3. น้ำหนัก
ไม้รุ่นเดียวกันอาจมีน้ำหนักไม่เท่ากัน (เนื่องจากความหนาแน่นของไม้ธรรมชาติ)
ควรให้ผู้ขายชั่งน้ำหนักปัจจุบันให้ดู เพราะไม้ที่ใช้มานานอาจมีความชื้นสะสมทำให้หนักขึ้น หรือถ้าเจ้าของเก่าเคลือบผิวทาแล๊คเกอร์มาหนาเกินไป น้ำหนักก็จะเพิ่มขึ้นและฟีลลิ่งการตีจะ "แข็ง กระด้าง" ไม่นุ่มนวลเหมือนไม้ใหม่ได้
4. การดัดแปลงและสภาพด้ามจับ
การขัดคอไม้......เช็กดูว่าเจ้าของเก่ามีการใช้กระดาษทรายขัดบริเวณคอไม้เพื่อลดการเสียดสีมากเกินไปจนเสียรูปทรงเดิมหรือไม่ รวมถึงด้ามจับมีรอยแยก เปลี่ยนด้าม หรือเปลี่ยนเลนส์มา ฯลฯ
เหงื่อและกลิ่น...... ไม้ปิงปองดูดซับเหงื่อได้ดี หากด้ามมีสีคล้ำมากแสดงว่าใช้งานมาหนัก ซึ่งอาจส่งผลต่อความทนทานของไม้ในระยะยาว
ลองขยับไม้บริเวณคอไม้.....หากมีความรู้สึกถึงความไม่แข็งแรง โยกไป โยกมาได้ ไม่แนะนำเพราะไม้มีโอกาสที่จะหักได้บริเวณนี้ในอนาคต
5. เสียงและการเด้ง
หากสามารถลองเคาะไม้ได้ (โดยไม่ติดยาง) ให้ลองใช้นิ้วเคาะที่ผิวหน้าไม้ รวมถึงใช้ลูกปิงปองเดาะแล้วฟังเสียงดู โดยเสียงต้องใสและสม่ำเสมอ หากมีเสียงดัง "แป๊ก" หรือเสียงที่มีลักษณะกลวงๆ ไม่แน่นในบางจุด อาจหมายความว่าชั้นกาวระหว่างชั้นไม้เริ่มหลุดออกจากกัน ซึ่งไม้อันนั้นจะเริ่มเสียคุณภาพในความเด้งแล้ว
การตรวจสอบชั้นวัสดุพวกคาร์บอน หรือเส้นใยต่างๆ
สำหรับการตรวจสอบ "ชั้นคาร์บอน" ที่แทรกอยู่ภายในเนื้อไม้จะทำได้ยาก เพราะไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยสายตา ซึ่งก็มีข้อแนะนำในการพิจารณาได้ดังนี้.....
1. สังเกต "รอยแยก" จากขอบไม้ด้านข้างๆ
หากมีรอยแยกออกมาเป็นชั้น ไม่แนะนำให้ซื้อ เนื่องจากกาวที่ยึดเกาะระหว่างไม้ธรรมชาติและแผ่นคาร์บอนเริ่มเสื่อมสภาพ
2. สังเกต "ขอบของแผ่นคาร์บอน" ด้านข้างไม้
ลองใช้นิ้วมือสัมผัสขอบไม้โดยรอบๆ หากเริ่มมีชั้นคาร์บอนเป็นรอยนูนออกมา แสดงว่าแผ่นคาร์บอนเริ่มไม่ยึดเกาะกับเนื้อไม้ธรรมชาติ
3. สังเกตุจาก "เสียง" ของลูกปิงปอง
ใช้ลูกปิงปองเดาะบนหน้าไม้ทั้งสองด้านให้ทั่วแล้วสังเกตเสียงที่ดัง หากเสียงดังไม่สม่ำเสมอ หรือ มีเสียงดังผิดปกติจากเสียงส่วนใหญ่ แสดงว่าบริเวณนั้นไส้คาร์บอนด้านในมีความผิดปกติเกิดขึ้น เช่น อาจจะแตกหักอยู่ด้านใน อันเนื่องมาจากการใช้งานอย่างหนัก ผู้ใช้คนเดิมตีซ้ำอยู่บริเวณนั้นเป็นระยะเวลานาน
4. ทดสอบ "การเด้ง" ของลูกปิงปอง
แผ่นใยต่างๆ มีคุณสมบัติในการขยายพื้นที่ความเด้งบนหน้าไม้ SWEET SPOT ให้กว้างขึ้น แนะนำให้วางไม้เปล่าไว้ที่พื้นโต๊ะ จากนั้นปล่อยลูกปิงปองจากความสูงประมาณ 10 เซ็นติเมตร แล้วลองสังเกตการกระดอนของลูกทั่วทั้งหน้าไม้ดูว่ามีความผิดปกติหรือไม่ ซึ่งหากลูกกระดอนไม่สม่ำเสมอทั่วทั้งหน้าไม้แสดงว่าชั้นใยคาร์บอนด้านในเริ่มมีความเสื่อมสภาพ
